วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ไขข้อข้องใจ Blu-Ray Disc


ถ้าจะให้พูดถึงหนังแผ่นที่มีความคมชัดที่สุดในตอนนี้  ก็ต้องนี่เลย!! แผ่นบลูเรย์  ที่ตอนนี้มีวางขายแล้วตามห้างสรรพสินค้า และร้านหนัง  ทำไมต้องแผ่นบลูเรย์  บลูเรย์คืออะไร  บลูเรย์มีดีอย่าง บลูเรย์มันมาจากไหน  วันนี้เราจะเอาประวัติคร่าวๆ ของเจ้าบลูเรย์มาฝากกันนะครับ


แผ่นบลูเรย์ หรือ Blu-Ray Disc มีลักษณะคล้ายกับแผ่นซีดีหรือแผ่นดีวีดีแต่มีความจุของข้อมูลมากกว่าแผ่นดีวีดีถึง 5 เท่าทำให้สามารถบรรจุข้อมูลภาพและเสียง ที่มีความคมชัดสูงได้ ซึ่งในปัจจุบันนิยมใช้วิดีโอความคมชัดสูง (High Definition Video) ซึ่งมีจำนวนของพิกเซล (Pixel) หรือความละเอียดภาพสูงมาก

แผ่นบลูเรย์มี 3 แบบดังนี้
แผ่น BD-R (SL) หมายถึง Blu-Ray Disc Rom Single Layer แบบหน้าดียว มีความจุ 25 GB
แผ่น BD-R (DL) หมายถึง Blu-Ray Disc Rom Double Layer แบบหน้าเดียว มีความจุ 50 GB
แผ่น BD-R (2DL) หมายถึง Blu-Ray Disc Rom Double Layer แบบสองหน้า มีความจุ 100 GB

ประวัติของแผ่นบลูเรย์
แผ่นบลูเรย์ ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกในปี 1996 โดยนายชูจิ นากามูระ (Shuji Nakamura) ซึ่งเป็นนักวิจัยของ Nichia Corperation ต่อมามาตราฐานของบลูเรย์ถูกพัฒนาโดยกลุ่มบริษัทชั้นนำต่างๆ เช่น โซนี่ แอปเปิ้ล พานาโซนิก ซัมซุง
ไพโอเนียร์ เดลล์ ฟิลิปส์ ชาร์ป ซึ่งรวมกลุ่มกันเรียกว่า Blu-Ray Disc Association จากการพัฒนาในครั้งนี้ ทำให้แผ่นบลูเรย์มีประสิทธิภาพมากกว่าแผ่นดีวีดีมาก ทั้งในด้านของข้อมูลที่สามารถจุได้มากกว่าถึง 5 เท่าและเนื่องจากการที่แผ่นบลูเรย์ สามารถเก็บข้อมูลได้ที่ความหนาแน่นสูงกว่า ทำให้ความเร็วของรอบการหมุนมากกว่าแผ่นดีวีดี
อายุการใช้งานของแผ่นบลูเรย์ จะนานกว่าแผ่นดีวีดี เนื่องจากได้รับเกราะชั้นดีจากทาง TDK หรือที่เรียกว่าการทำ ฮาร์ดโค้ด (Hard Coat) ซึ่งมีผลทำให้สามารถป้องกันความเสียหายอันเกิดจากรอยขีดข่วนได้ดี อีกทั้งยังทนต่อรอยนิ้วมือด้วย

หลักการทำงาน
แผ่นบลูเรย์ เป็นชื่อที่มาจากแสงเลเซอร์ที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล คือแสงเลเซอร์สีน้ำเงิน (Blue Laser) ที่มีความยาวคลื่นเพียง 405 นาโนเมตรสั้นกว่าเลเซอร์สีแดง (Red Laser) ที่ใช้ในการบันทึกข้อมูลสำหรับแผ่นดีวีดี ซึ่งเลเซอร์สีแดงนี้มีความยาวคลื่นถึง 650 นาโนเมตร โดยเลนส์ที่ใช้ในการบันทึกแผ่นบลูเรย์นี้ จะใช้เลนส์สำหรับบันทึกที่มีขนาดเพียง 0.85 มิลลิเมตรและมีโครงสร้างแบบ Optical transmittance protection disc layer ที่มีความหนาเพียง 0.1 มิลลิเมตร

ในส่วนของความเร็วในการอ่านหรือบันทึกแผ่นบลูเรย์จะมีค่า 1x , 2x และ 4x ในแต่ละ 1x จะมีความเร็ว 36 เมกะบิตต่อวินาที ดังนั้น 4x จะสามารถบันทึกได้เร็วถึง 144 เมกะบิตต่อวินาที เนื่องจากแผ่นบลูเรย์สามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 25 กิกะไบต์จึงทำให้สามารถบันทึกภาพยนตร์ได้ถึง 13 ชั่วโมงในขณะที่แผ่นดีวีดีบันทึกได้เพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้นและยังสามารถบันทึกวิดีโอความคมชัดสูงได้ถึง 2.5 ชั่วโมง ซึ่งแผ่นดีวีดีบันทึกได้ไม่ถึง 30

แต่อยากจะขอร้องผู้อ่านทุกท่านนะครับ ว่าถ้าหากจะซื้อหนังมาดูสักแผ่น  ก็ควรจะเป็นแผ่นแท้ มีลิขสิทธิ์นะครับ อย่าไปอุดหนุนของเถื่อน แผ่นผีกันเลยนะครับ   เห็นใจคนทำหนังเค้าครับ เราควรให้กำลังใจเค้าซะหน่อย

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ทำอย่างไร เมื่อมีอาการปวดมือ เวลาเล่นมือถือ หรือแท็บเล็ตนานๆ




        ในยุคปัจจุบันไม่ว่าวัยเรียน หรือวัยทำงานต่างก็ใช้สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตกันมากขึ้นและใช้ทุกช่วงเวลา   เช่น   เวลาทำงาน  ไปเที่ยว  เวลาเรียน  หรือตอนพักผ่อน   บางคนจ้องแต่จอ
และกดปุ่มสมาร์ทโฟน  และแท็บเล็ตอยู่ตลอดเวลา  พูดได้ว่ามองจออุปกรณ์เหล่านี้มากกว่ามองหน้าคนในครอบครัวซะอีก  แทบจะขาดสมาร์ทโฟนไม่ได้เลย  เหมือนจะมีอาการลงแดงกันเลยทีเดียว
ในขณะที่เราไม่เจอคนในครอบครัวเรายังดูปกติ  อาการนี้  เข้าขั้นติดซะแล้ว  ซึงอาการติดสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตนี้  ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้   ซึ่งก็มีท่าบริหารแก้อาการที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์เหล่านี้มากเกินไป


คุณหมอกอล์ฟ   หรือนายแพทย์สิทธา  ลิขิตนุกูล  บอกไว้ว่า "โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตนี้  มันก็มาพร้อมอาการที่ทำให้เราต้องกลุ้มใจ  เช่น  โรคปวดตา  ปวดนิ้ว  นิ้วล็อก แบบที่หลายคนเป็นกันมาแล้ว  นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการปวดไหล่     เพราะขนาดไซด์ที่ไม่ถนัดมือ  แถมยังต้องยกแบกมันอยู่ตลอด  หรือแม้แต่มือถือเล็กๆ  ก็ต้องเกร็งแขน  เกร็งมือ   วันนี้เลยแนะนำท่าบริหารแก้ปวดไหล่  มาผ่อนคลายอาการปวด"

1.ท่ากวนโจ๊ก
เอาแขนตั้งตรง  มือชี้ลงไปที่พื้น  แขนเหยียดตรง  แล้วทำท่าเหมือนกวนโจ๊กในหม้อ  วนเป็นวงเล็กๆ จากในออกนอก

2.ท่าปูไต่
เอาแขนมาแนบกัยผนัง  กำแพง หรือประตูก็ได้  จากนั้นไต่เหมือนปู  ไล่จากข้างล่างขึ้นบน  จนแขนตึง  ให้หัวไหล่เป็นแนวตรง  ก็จะเป็นการบริหารหัวไหล่  เหมือนเป็นการยืดเส้น  แก้อาการปวดได้

สำหรับใครที่ติดมือถือเยอๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งมือถือธรรมดาๆ หรือสมาร์ทโฟน  คุณหมอกอล์ฟ  บอกว่า  "อาการติดมือถือนี้ (ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาร์ทโฟนก็ได้)  นอกจากปวดนิ้วมือ ไหล่  เพราะนั่งกดเป็นประจำแล้ว    การที่มีข้อมูลส่งเสียงเตือนเข้ามาบ่อยๆ  อาจรบกวนสมาธิต่อการทำงาน  เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องที่สำคัญหรือไม่  ต้องเปิดตอบรับการทักทายตลอดเวลา   อย่างนี้แสดงว่าถึงขั้นเสพติดโทรศัพท์แล้ว  ซึ่งสังเกตได้ว่าเรามักจะเครียดมากขึ้นหากลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน   หรือไปไกลๆ ในที่อับสัญญาณ  ถ้าไม่อยากเป็นเช่นนี้  ต้องหากิจกรรมอื่นทำมาขึ้นนอกจากจดจ่ออยู่แต่เจ้าสมาร์ทโฟนนะครับ"  ถ้าใครไม่อยากมีอาการที่กล่าวมาข้างต้น  ก็พยายามออกห่างจากเจ้าสมาร์โฟนและแท็บเล็ตบ้างก็ดีนะครับ เพราะการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

7 วิธีเล่นคอมพิวเตอร์ให้ปลอดภัย


สำหรับใครที่ชอบนั่งทำงาน เล่นเกม  หรืออะไรทั้งหลายแหล่ หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ คุณอาจทำร้ายตัวเองทางอ้อม โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย ว่าได้บั่นทอนสุขภาพของตัวเองไปเท่าไหร่แล้ว วันนี้เรามีวิธีเซฟสุขภาพแบบง่ายๆ ภายใน 7 ขั้นตอนมาฝากกันครับ มากันเลยครับว่ามีอะไรบ้าง


1. ไม่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ จอ  ระยะปลอดภัยที่ดวงตาควรห่างจากจอคอมพิวเตอร์คือ 20-24 นิ้ว  ถ้าหากเรายื่นหน้าเข้าไปใกล้มากกว่านี้จะทำให้ดวงตาได้รับรังสีปริมาณมาก และหากเราเพ่งตาเข้าไปใกล้ๆ จอ ผลเสียระยะสั้นที่จะตามมาก็คือ อาการปวดหัว ปวดตา  ส่วนระยะยาวก็อาจจะเป็นโรคต้อหินและตาบอดได้ในที่สุดครับ


2. ไม่ตั้งจอให้แสงสะท้อนเข้าดวงตา  ไม่ปรับหรือหันหน้าจอให้มีแสงจ้าๆ สะท้อนเข้าตาเรา ไม่วางจอไว้ใกล้หน้าต่างตอนกลางวัน หรือตั้งโคมไฟไว้ใกล้หน้าจอ   เพราะแสงที่สะท้อนออกจากจอจะสามารถทำให้ดวงของเราเมื่อยล้าได้ง่าย


3.ไม่จ้องจอนานๆ  หากจ้องหน้าจอนานเกิน 30 นาที จะรู้สึกปวดตา นั่นคือสัญญาณเตือนว่าดวงตาเริ่มล้า  และหากไม่กระพริบตาบ่อยๆ ให้น้ำตาไปหล่อเลี้ยงลูกตาจะไม่ทำให้ตาแห้ง และรู้สึกแสบตา  ควรหาซื้อแผ่นกรองแสงมาติดจอคอมพิวเตอร์ เพราะจะเป็นการกรองรังสีไม่ให้เข้าสู่ดวงตา


4.เลือกชุดโต๊ะ เก้าอี้ ให้มีความสูงที่เหมาะสมกัน  มีความสูงไม่ต่างกันจนเกินไป เพราะจะทำให้ท่านั่งของเราผิดท่าสุขลักษณะ โดยจะส่งผลเสียต่อกล้ามเนื้อ กระดูกที่แขน  ไหล่ หลัง และคอ ท่านั่งที่ถูกต้องคือ ควรนั่งหลังตรง


5.วางคีย์บอร์ดให้ตรงตำแหน่งของมือ  เวลาพิมพ์ไม่ควรวางมือบนโต๊ะ  ไม่กดแป้นคีย์บอร์ดแรง เพราะจะทำให้เราเมื่อยและเจ็บนิ้ว  เก้าอี้ที่ใช้ควรเป็นเก้าอี้ที่มีที่วางแขนเพื่อใช้วางแขนเวลาพิมพ์จะได้ไม่ต้องเกร็งแขนมาก ถ้าหากเกร็งแขนมากๆ จะทำให้ปวดไหล่ นิ้วลงไปถึงคอและหลังด้วย


6.ไม่ควรกินขนม ข้าวหรืออาหารหน้าคอมพิวเตอร์  เพราะมีโอกาสที่เศษอาหารเหล่านั้นจะตกลงไปอยู่ในซอกคีย์บอร์ดของเราได้ ซึ่งจะกลายเป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการท้องเสีย และเป็นอาหารของมด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำคีย์บอร์ดเสีย


7.ไม่นั่งแช่ตัวเองอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ควรลุกเดิน เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ จะได้ไม่ปวดเมื่อย  หากจำเป็นต้องนั่งหน้าคอมฯนานๆ แนะนำให้ดื่มน้ำชั่วโมงละ 1 แก้ว จะได้ลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ  แต่อย่ากลั้นนะครับเพราะอาจจะกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้


นี่เป็นแค่ 7  วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้คุณนั่งหน้าคอมพิวเตอร์แบบปลอดภัย ถ้าหากเรายังนั่งเล่นคอมพิวเตอร์แบบผิดๆ โรคภัยต่างๆ ก็จะรุมเร้าเข้ามาหาเราโดยไม่ทันได้ตั้งตัวได้นะครับ